EV Education

การตัดสินใจใช้ EVs ขึ้นอยู่กับความเข้าใจของผู้บริโภคและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน

ปีนี้อีกสิ่งที่กำลังมาแน่และกำลังแทรกซึมอยู่ในชีวิตประจำวันของเรามากขึ้นเรื่อยๆ ก็คือ EV หรือ ยานยนต์ไฟฟ้า แต่การที่จู่ๆ คนคนหนึ่งจะปรับเปลี่ยนไปใช้ EV นั้นไม่ใช่เรื่องง่ายและไม่ใช่จะทำได้ในชั่วข้ามคืน ส่วนหนึ่งเพราะเราเคยชินกับเครื่องยนต์แบบสันดาปภายในที่ต้องใช้น้ำมันมายาวนานนับร้อยปี ไปจนถึงเรื่องของความสะดวกด้านโครงสร้างพื้นฐาน

การทำความเข้าใจหรือการศึกษาเรื่อง EV สำหรับผู้ใช้งานจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก

มีการวิเคราะห์ว่า การลดแรงเสียดทานในเรื่องของโครงสร้างพื้นฐาน EV เป็นหนึ่งในอุปสรรคท้ายๆ สำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งต้องการการการพัฒนาอย่างยิ่งยวด

Toolmakers จึงไปสรรหาข้อมูลมาเพื่อให้คุณทำความเข้าใจ EV กันมากขึ้นค่ะ

 

The Adoption of EVs Relies Heavily on Consumer Education and Infrastructure Development

 

หนึ่งในหัวข้อยอดนิยมของงาน CES 2020 ซึ่งเป็นงานแสดงเทคโนโลยีเพื่อผู้บริโภคที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐอเมริกา ก็คือ ‘ยานพาหนะไฟฟ้า’ เหตุผลข้อหนึ่งก็คือ Fisker Inc. เพิ่งเปิดตัว SUV ราคาก่อนหักภาษีอยู่ที่ 37,500 เหรียญสหรัฐ ซึ่งอาจเป็นคู่แข่งที่มีศักยภาพของ Tesla เมื่อมันมาถึงในปีหน้า

Henrik Fisker ซีอีโอของ Fisker Inc. เข้าร่วมการเสวนาในงาน CES ในปีนี้เพื่อหารือเกี่ยวกับการนำ EV มาใช้จริงในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า พร้อมกับผู้บริหารอุตสาหกรรมอื่น ๆ จาก Cox Automotive, Kelley Blue Book และ EVgo

แน่นอนว่าการเสวนาต้องพูดถึงความแตกต่างกันอย่างใหญ่หลวงระหว่างยานยนต์ไฟฟ้าและยานยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายในแบบดั้งเดิมหรือ ICE – internal combustion engine ผู้บริโภคไม่สนว่า ใครเป็นผู้สร้างเครื่องยนต์หรือระบบส่งกำลังของรถยนต์ หรือ ว่าเสียงมันจะเป็นยังไงในยานพาหนะไฟฟ้า นั่นไม่สำคัญอีกแล้ว เพราะต่อไปก็จะไม่มีกระปุกเกียร์ – สิ่งที่ทุกคนจะสนใจในเครื่องยนต์ของรถยนต์ไฟฟ้าคือ แรงบิดเท่าไหร่ที่จะสร้างได้

โดยส่วนใหญ่แล้ว ผู้บริโภคจะมองว่ายานยนต์ไฟฟ้าต่างจากรถยนต์ที่ใช้น้ำมันอยู่แล้ว พวกเขามองยานยนต์ไฟฟ้าเป็นภาพรวมมากกว่ารถยนต์ ICE ซึ่งเกิดจากการน้ำชิ้นส่วนต่างๆ มาประกอบกัน

What will accelerate EV adoption: สิ่งที่จะเร่งการยอมรับ EV

ในบรรดาคณะผู้บริหารและผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ฉันทามติที่มีร่วมกันเพื่อเพิ่มการใช้งาน (ยอมรับ) ยานยนต์ไฟฟ้าก็คือ การยอมรับอย่างกว้างขวางในระดับสากลซึ่งจะช่วยลดแรงเสียดทานที่ว่า

ในฐานะผู้บริโภค ปฏิเสธไม่ได้ว่า เราคุ้นเคยกับหลายสิ่งหลายอย่างที่ทำให้ชีวิตของเราง่ายขึ้นด้วยรถยนต์ ICE เราสามารถเติมน้ำมันได้ทุกที่ทุกเวลา เรารู้ว่าเครื่องยนต์ทำงานอย่างไร รู้ว่าจะเปลี่ยนอะไหล่ได้อย่างไร กล่าวได้ว่า เราเข้าใจรถยนต์ ICE แทบทุกประการ

แต่สำหรับยานพาหนะไฟฟ้านั้นไม่มีอะไรเหมือนกันเลย!

ผลการวิจัยจาก Cox Automotive แสดงให้เห็นถึงสิ่งที่ผู้บริโภคมีความกังวล 5 อันดับแรกหากต้องตัดสินใจซื้อรถยนต์ไฟฟ้าคือ:

  1. มันแพงเกินไป
  2. ไม่มีสถานีชาร์จพลังงาน
  3. ระยะทางวิ่งต่ำ (Low car range)
  4. ไม่เชื่อถือในการชาร์จแบตเตอรี่
  5. ความกังวลเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนแบตเตอรี่แต่ละครั้ง

เมื่อดูจาก 5 ข้อที่ว่ามาเห็นได้ชัดว่า อุปสรรคที่ขัดขวางผู้คนในการใช้ EVs ก็คือ  ราคา (cost), ระยะทาง (range) และ ความเข้าใจเรื่องแบตเตอรี่ (battery understanding)

Tesla Charging
Credit: Blomst / Pixabay

Easing the concerns with EVs: ลบความกังวลเกี่ยวกับ EVs

เพื่อแก้ไขข้อกังวลเหล่านี้ มีคำแนะนำว่าให้เราไปดูที่ค่าใช้จ่ายกันก่อน Henrik Fisker โปรโมทด้วยตนเองว่า ค่าใช้จ่ายของ EV กำลังลดลง ตัวอย่างเช่นรถ SUV รุ่นใหม่ของพวกเขาจะมีราคาเพียง 29,999 เหรียญสหรัฐหลังหักเครดิตภาษีรัฐบาลกลางจากผู้บริโภคในสหรัฐอเมริกา และจะมีช่วงวิ่งที่ประมาณ 300 ไมล์

สำหรับ EVs ราคาแบตเตอรี่คิดเป็นสัดส่วนถึง 40 ถึง 50 เปอร์เซ็นต์ของราคายานพาหนะทั้งคัน ซึ่งแปลได้ว่าท้ายที่สุด ราคายานยนต์ไฟฟ้าจะลดลงเนื่องจากต้นทุนการผลิตแบตเตอรี่ลดลง สาระสำคัญของเรื่องนี้ก็คือ แนวโน้มราคาในอุตสาหกรรม EV จะเป็นกระจกสะท้อนให้เเราเห็นอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ ในทุกๆ ด้านว่า ‘เทคโนโลยีจะมีราคาถูกลง’ –Tech will get cheaper

สำหรับระยะทาง ทุกคนในวงเสวนาเห็นพ้องต้องกันว่า เราได้มาถึง sweet spot สำหรับผู้บริโภคส่วนใหญ่แล้ว การศึกษาได้แสดงให้เห็นว่า ระยะทางโดยเฉลี่ยในการเดินทางหนึ่งวันของคนขับรถคนหนึ่งอยู่ที่ประมาณ 50-80 ไมล์ แปลว่ารอบระยะทางของ EVs ที่มากกว่า 100 ไมล์เป็นเหมือนกันชนที่ทำให้ “รู้สึกดี” ทว่าตอนนี้เห็นได้ชัดว่า ไม่ได้ผลกับทุกคน

เพราะสำหรับบางคน ยังลังเลใจที่จะกระโจนเข้าหา EV เพราะอาจต้องเดินทางไกลเป็นหลายร้อยไมล์เพื่อทำงาน อย่างไรก็ตาม the long-range Model 3 ที่สามารถวิ่งได้ระยะไกลๆ อาจกำลังมา แต่เราก็ยังไม่แน่ใจอยู่ดี

ปฏิเสธไม่ได้ว่า ระยะทางยังเป็นข้อวิตกกังวลสำหรับผู้บริโภคเนื่องจากแรงเสียดทานที่มีอยู่เกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานปัจจุบันสำหรับการชาร์จพลังงานใหม่ (recharging) ซึ่งก็คือ สถานีชาร์จพลังงานนั่นเอง  ทุกคนเห็นพ้องกันว่าการขจัดแรงเสียดทานในเรื่องของสถานีชาร์จพลังงาน การทำให้การชาร์จเร็วขึ้น และพบได้ง่ายบนเส้นทางการขับขี่ทั่วไปจะช่วยขจัดความกังวลเกี่ยวกับรอบระยะวิ่งของ EV ได้

รถยนต์ ICE หลายค่ายมีระยะทางวิ่งได้ไกล 250 ไมล์ ซึ่งนั่นก็ไม่ได้ทำให้ใครต้องกังวลเพราะมีปั๊มนน้ำมันยู่ทุกมุมเมือง เมื่อใดก็ตามที่เครื่องชาร์จไฟไวขึ้นจนสามารถชาร์จแบตเตอรี่ได้เต็มใน 15 นาที (สำหรับการชาร์จอย่างรวดเร็ว) แรงเสียดทานในข้อนี้ก็จะจางหายไป

ท้ายที่สุด เนื่องจาก EVs นั้นมีความแตกต่างอย่างสุดขั้วจาก ICEs ผู้บริโภคเองก็ยังไม่รู้ว่ามันทำงานอย่างไรในแต่ละวัน คนส่วนใหญ่ไม่เคยเป็นเจ้าของ หรือเคยใช้ยานยนต์ไฟฟ้า หมายความว่าพวกเขาต้องมีข้อกังวลมากมายนับไม่ถ้วนว่า แบตเตอรี่จะมีอายุการใช้งานนานแค่ไหน หากแบตเตอรี่เสื่อมสภาพและติดขัดจะเปลี่ยนหรือแก้ไขอย่างไร ฯลฯ ปัญหาเหล่านี้แก้ไขได้ด้วยการศึกษาเรื่องยานยนต์ไฟฟ้าที่เหมาะสม

ยกตัวอย่าง Tesla พวกเขาไม่ได้ใช้จ่ายอะไรกับการตลาดรถแบบดั้งเดิมเลย กลายเป็นว่า รถยนต์นั่นล่ะที่ขายตัวมันเอง – the cars sell themselves

คิดง่าย ๆ ว่า หากใครสักคนที่คุณรู้จักใช้ Tesla สำหรับคนส่วนใหญ่แล้ว พวกเขาก็จะเริ่มพิจารณาหรือยอมรับ Tesla ไปด้วยเช่นกัน นั่นเป็นเพราะ EVs กำลังแทรกซึมอยู่ในชีวิตประจำวันของเรา และเราจะค่อยๆ ‘โอเคขึ้น’ กับนิสัยใจคอและคุณสมบัติของพวกมัน

 

อ้างอิง: interestingengineering.com

  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •